ผลงานนิราศของ สุนทรภู่ 


รวมนิราศสุนทรภู่
นิราศเมืองแกลง
นิราศพระบาท
นิราศภูเขาทอง
นิราศวัดเจ้าฟ้า
นิราศอิเหนา
นิราศสุพรรณ
นิราศพระประธม
นิราศเมืองเพชร
รำพันพิลาป



นิราศวัดเจ้าฟ้า หน้าที่ 2/5 คัดลอกมาจาก http://www.geocities.com/tthida/

๏ ถึงบางกระไนได้เห็นหน้าบรรดาพี่พวกนารีเรืออ้อยเที่ยวลอยขาย
ดูจริตติดจะงอนเป็นมอญกลายล้วนแต่งกายกันไรเหมือนไทยทำ
แต่ไม่มีกิริยาด้วยผ้าห่มกระพือลมแล้วไม่ป้องปิดของขำ
ฉันเตือนว่าผ้าแพรลงแช่น้ำอ้อยสองลำนั้นจะเอาสักเท่าไร
เขารู้ตัวหัวร่อว่าพ่อน้อยมากินอ้อยแอบแฝงแถลงไข
รู้กระนี้มิอยากบอกมิออกไยน่าเจ็บใจจะต้องจำเป็นตำราฯ
  
๏ ถึงไผ่รอบขอบเขื่อนดูเหมือนเขียนชื่อวัดเทียนถวายอยู่ฝ่ายขวา
ข้างซ้ายมือชื่อบ้านใหม่ทำไร่นานางแม่ค้าขายเต่าสาวทึมทึก
ปิดกระหมับจับกระเหม่าเข้ามินหม้อดูมอซอสีสันเป็นมันหมึก
ไม่เหมือนเหล่าชาวสวนหวนรำลึกเมื่อไม่นึกแล้วก็ใจมิใคร่ฟังฯ
  
๏ พอฟ้าคล้ำค่ำพลบเสียงกบเขียดร้องกรีดเกรียดเกรียวแซ่ดังแตรสังข์
เหมือนเสียงฆ้องกลองโหมประโคมวังไม่เห็นฝั่งฟั่นเฟือนด้วยเดือนแรม
ลำภูรายชายตลิ่งล้วนหิ่งห้อยสว่างพรอยแพร่งพรายขึ้นปลายแขม
อร่ามเรืองเหลืองงามวามวามแวมกระจ่างแจ่มจับน้ำเห็นลำเรือฯ
  
๏ ถึงย่านขวางบางทะแยงเป็นแขวงทุ่งดูเวิ้งวุ้งหว่างละแวกล้วนแฝกเฝือ
เห็นไรไรไม้พุ่มครุมครุมเครือเหมือนรูปเสือสิงโตรูปโคควาย
ท่านบิดรสอนหนูให้รู้ว่ามันผินหน้าออกนั้นกันฉิบหาย
แม้นปากมันผันเข้าข้างเจ้านายจะล้มตายพรายพลัดเร่งตัดรอน
จารึกไว้ให้เป็นทานทุกบ้านช่องฉันกับน้องนี้ได้จำเอาคำสอน
ดึกกำดัดสัตว์หลับประทับนอนที่วัดมอญเชิงรากริมปากคลอง
ต้นไทรครึ้มงึ้มเงียบเซียบสงัดพระพายพัดแผ้วผ่าวหนาวสยอง
เป็นป่าช้าอาวาสปีศาจคะนองฉันพี่น้องมิได้คลาดบาทบิดา
ท่านนอนหลับตรับเสียงสำเนียงเงียบเย็นยะเยียบเยือกสยองพองเกศา
เสียงผีผิวหวิวโหวยโหยวิญญาณ์ภาวนาหนาวนิ่งไม่ติงกาย
บรรดาศิษย์บิดรที่นอนนอกผีมันหลอกลากปล้ำพลิกคว่ำหงาย
ลุกขึ้นบอกกลอกกลัวทุกตัวนายมันสาดทรายกรวดโปรยเสียงโกรยกราว
ขึ้นสั่นไทรไหวยวบเสียงสวบสาบเป็นเงาวาบหัวหกเห็นอกขาว
หนูกลั่นกล้าคว้าได้รากไทรยาวูหมายว่าสาวผมผีร้องนี่แน
พอพระตื่นฟื้นกายค่อยคลายจิตบรรดาศิษย์ล้อมข้างไม่ห่างแห
ท่านห่มดองครองเคร่งไม่เล็งแลขึ้นบกแต่องค์เดียวดูเปลี่ยวใจ
สำรวมเรียบเลียบรอบขอบป่าช้าภาวนาตามสงฆ์ไม่หลงใหล
เห็นศพฝังบังสุกุลส่งบุญไปเห็นแสงไฟรางรางสว่างเวียน
ระงับเงียบเซียบเสียงสำเนียงสงัดปฏิพัทธ์พุทธคุณค่อยอุ่นเศียร
บรรดาศิษย์คิดกล้าต่างหาเทียนจำเริญเรียนรุกขมูลพูนศรัทธา
อสุภธรรมกรรมฐานประหารเหตุหวนสังเวชว่าชีวังจะสังขาร์
อันอินทรีย์วิบัติอนัตตาที่ป่าช้านี่แลเหมือนกับเรือนตาย
กลับหายกลัวมัวเมาไม่เข้าบ้านพระนิพพานเพิ่มพูนเพียงสูญหาย
อันรูปเหมือนเรือนโรคให้โศกสบายแล้วต่างตายตามกันไปมั่นคง
ค่อยคิดเห็นเย็นเยียบไม่เกรียบกริบประสานสิบนิ้วนั่งดังประสงค์
พยายามตามจริตท่านบิตุรงค์สำรวมทรงศีลธรรมที่จำเจน
ประจงจดบทบาทค่อยยาตรย่างประพฤติอย่างโยคามหาเถร
ประทับทุกรุกรอบขอบพระเมรุจนพระเณรในอารามตื่นจามไอ
ออกจงกรมสมณาสมาโทษร่มนิโรธน้องไม่เสื่อมที่เลื่อมใส
แผ่กุศลจนจบทั้งภพไตรจากพระไทรแสงทองผ่องโพยมฯ
  
๏ เลยบางหลวงล่วงทางมากลางแจ้งถึงบ้านกระแชงหุงจันหันฉันผักโหม
ยังถือมั่นขันตีนี้ประโลมถึงรูปโฉมพาหลงไม่งงงวย
พอเสียงฆ้องกองแซ่เขาแห่นาคผู้หญิงมากมอญเก่าสาวสาวสวย
ร้องลำนำรำฟ้อนอ่อนระทวยพากันช่วยเขาแห่ได้แลดู
ถือขันตีทีนั้นก็ขันแตกทั้งศีลแทรกสูดออกกระบอกหู
ฉันนี้เคราะห์เพราะนางห่มสีชมพูพาความรู้แพ้รักประจักษ์จริง
แค้นด้วยใจนัยนานิจจาเอ๋ยกระไรเลยแล่นไปอยู่กับผู้หญิง
ท่านบิดาว่ามันติดกว่าปลิดปลิงถูกจริงจริงจึงจดเป็นบทกลอนฯ
  
๏ ถึงต้องง้าวหลาวแหลนสักแสนเล่มให้ติดเต็มตัวฉุดพอหลุดถอน
แต่ต้องตาพาใจอาลัยวรณ์สุดจะถอนทิ้งขว้างเสียกลางคัน
ทั้งหนูกลั่นนั้นคะนองจะลองทิ้งบอกให้หญิงรำรับขยับหัน
ถ้าทิ้งถูกลูกละบาทประกาศกันเขารับทันเราก็ให้ใบละเฟื้อง
นางน้อยน้อยพลอยสนุกลุกขึ้นพร้อมงามละม่อมมีแต่สาวล้วนขาวเหลือง
ใส่จริตกรีดกรายชายชำเลืองขยับเยื้องยิ้มแย้มแฉล้มลอย
ต่างหมายมุ่งตุ้งติ้งทิ้งหมากดิบเขาฉวยฉิบเฉยหน้าไม่ราถอย
ไม่มีถูกลูกดิ่งทั้งทิ้งทอยพวกเพื่อนพลอยทิ้งบ้างห่างเป็นวา
ฉันลอบลองสองลูกถูกจำหนับถูกปุ่มปับปากกรีดหวีดผวา
ร้องอยู่แล้วแก้วพี่มานี่นาพวกมอญฮาโห่แห่ออกแซ่ไปฯ
  
๏ พอเลยนาคบากข้ามถึงสามโคกเป็นคำโลกสมมติสุดสงสัย
ถามบิดาว่าผู้เฒ่าท่านกล่าวไว้ว่าท้าวไทพระอู่ทองเธอกองทรัพย์
หวังจะไว้ให้ประชาเป็นค่าจ้างด้วยจะสร้างบ้านเมืองเครื่องประดับ
พอห่ากินสิ้นบุญไปสูญลับทองก็กลับกลายสิ้นเป็นดินแดง
จึงที่นี่มีนามชื่อสามโคกเป็นคำโลกสมมติสุดแถลง
ครั้งพระโกศโปรดปรานประทานแปลงที่ตำแหน่งมอญมาสามิภักดิ์
ชื่อปทุมธานีที่เสด็จเดือนสิบเบ็ดบัวออกทั้งดอกฝัก
มารับส่งตรงนี้ที่สำนักพระยาพิทักษ์ทวยหาญผ่านพารา
ได้รู้เรื่องเมืองปทุมค่อยชุ่มชื่นดูภูมิพื้นวัดบ้านขนานหน้า
เห็นพวกชายฝ่ายมอญแต่ก่อนมาล้วนสักขาเขียนหมึกจารึกพุง
ฝ่ายสาวสาวเกล้ามวยสวยสะอาดแต่ขยาดอยู่ว่านุ่งผ้าถุง
ทั้งห่มผ้าตาหรี่เหมือนสีรุ้งทั้งผ้านุ่งนั้นก็อ้อมลงกรอมตีน
เมื่อยกเท้าก้าวย่างสว่างแวบเหมือนฟ้าแลบแลผาดแทบขาดศีล
นี่หากเห็นเป็นเด็กแม้นเจ๊กจีนเจียนจะปีนซุ่มซ่ามไปตามนาง
ชาวบ้านนั้นปั้นอีเลิ้งใส่เพิงพะกระโถนกระทะอ่างโอ่งกระโถงกระถาง
เขาวานน้องร้องถามไปตามทางว่าบางขวางหรือไม่ขวางพี่นางมอญ
เขาเบือนหน้าว่าไม่รู้ดูเถิดเจ้าจงถามเขาคนข้างหลังที่นั่งสอน
ไม่ตอบปากบากหน้านาวาจรคารมมอญมิใช่เบาเหมือนชาวเมืองฯ
  
๏ ถึงบ้านงิ้วงิ้วต้นแต่พ้นหนามไม่งอกงามเหมือนแม่งิ้วที่ผิวเหลือง
เมื่อแลพบหลบพักตร์ลักชำเลืองดูปลดเปลื้องเปล่งปลั่งกำลังโลม
มาลับนวลหวนให้เห็นไม้งิ้วเสียดายผิวพักตร์ผ่องจะหมองโฉม
เพราะเสียรักหนักหน่วงน่าทรวงโทรมใครจะโลมเลียมรสช่วยชดเจือฯ
  
๏ ถึงโพแตงคิดถึงแตงที่แจ้งจักดูน่ารักรสชาติประหลาดเหลือ
แม้นลอยฟ้ามาเดี๋ยวนี้ที่ในเรือจะฉีกเนื้อนั่งกลืนให้ชื่นใจฯ
  
๏ ถึงเกาะหาดราชครามรำรามรกเห็นนกหกหากินบินไสว
เขาถากถางกว้างยาวทั้งลาวไทยทำนาไร่ร้านผักรั้วฟักแฟง
สุดละเมาะเกาะกว้างสว่างโว่งแลตะโล่งลิบเนตรทุกเขตแขวง
เห็นควันไฟไหม้ป่าจับฟ้าแดงฝูงนกแร้งร่อนตัวเท่าถั่วดำ
โอ้เช่นนี้มีคู่มาดูด้วยจะชื่นช่วยชมชิมได้อิ่มหนำ
มายามเย็นเห็นแต่ของที่น้องทำเหลือจะรำลึกโฉมประโลมลานฯ
  
 กลับหน้าก่อน / หน้าถัดไป