| ๏ ถึงบางกระไนได้เห็นหน้าบรรดาพี่ | พวกนารีเรืออ้อยเที่ยวลอยขาย |
| ดูจริตติดจะงอนเป็นมอญกลาย | ล้วนแต่งกายกันไรเหมือนไทยทำ |
| แต่ไม่มีกิริยาด้วยผ้าห่ม | กระพือลมแล้วไม่ป้องปิดของขำ |
| ฉันเตือนว่าผ้าแพรลงแช่น้ำ | อ้อยสองลำนั้นจะเอาสักเท่าไร |
| เขารู้ตัวหัวร่อว่าพ่อน้อย | มากินอ้อยแอบแฝงแถลงไข |
| รู้กระนี้มิอยากบอกมิออกไย | น่าเจ็บใจจะต้องจำเป็นตำราฯ |
| | |
| ๏ ถึงไผ่รอบขอบเขื่อนดูเหมือนเขียน | ชื่อวัดเทียนถวายอยู่ฝ่ายขวา |
| ข้างซ้ายมือชื่อบ้านใหม่ทำไร่นา | นางแม่ค้าขายเต่าสาวทึมทึก |
| ปิดกระหมับจับกระเหม่าเข้ามินหม้อ | ดูมอซอสีสันเป็นมันหมึก |
| ไม่เหมือนเหล่าชาวสวนหวนรำลึก | เมื่อไม่นึกแล้วก็ใจมิใคร่ฟังฯ |
| | |
| ๏ พอฟ้าคล้ำค่ำพลบเสียงกบเขียด | ร้องกรีดเกรียดเกรียวแซ่ดังแตรสังข์ |
| เหมือนเสียงฆ้องกลองโหมประโคมวัง | ไม่เห็นฝั่งฟั่นเฟือนด้วยเดือนแรม |
| ลำภูรายชายตลิ่งล้วนหิ่งห้อย | สว่างพรอยแพร่งพรายขึ้นปลายแขม |
| อร่ามเรืองเหลืองงามวามวามแวม | กระจ่างแจ่มจับน้ำเห็นลำเรือฯ |
| | |
| ๏ ถึงย่านขวางบางทะแยงเป็นแขวงทุ่ง | ดูเวิ้งวุ้งหว่างละแวกล้วนแฝกเฝือ |
| เห็นไรไรไม้พุ่มครุมครุมเครือ | เหมือนรูปเสือสิงโตรูปโคควาย |
| ท่านบิดรสอนหนูให้รู้ว่า | มันผินหน้าออกนั้นกันฉิบหาย |
| แม้นปากมันผันเข้าข้างเจ้านาย | จะล้มตายพรายพลัดเร่งตัดรอน |
| จารึกไว้ให้เป็นทานทุกบ้านช่อง | ฉันกับน้องนี้ได้จำเอาคำสอน |
| ดึกกำดัดสัตว์หลับประทับนอน | ที่วัดมอญเชิงรากริมปากคลอง |
| ต้นไทรครึ้มงึ้มเงียบเซียบสงัด | พระพายพัดแผ้วผ่าวหนาวสยอง |
| เป็นป่าช้าอาวาสปีศาจคะนอง | ฉันพี่น้องมิได้คลาดบาทบิดา |
| ท่านนอนหลับตรับเสียงสำเนียงเงียบ | เย็นยะเยียบเยือกสยองพองเกศา |
| เสียงผีผิวหวิวโหวยโหยวิญญาณ์ | ภาวนาหนาวนิ่งไม่ติงกาย |
| บรรดาศิษย์บิดรที่นอนนอก | ผีมันหลอกลากปล้ำพลิกคว่ำหงาย |
| ลุกขึ้นบอกกลอกกลัวทุกตัวนาย | มันสาดทรายกรวดโปรยเสียงโกรยกราว |
| ขึ้นสั่นไทรไหวยวบเสียงสวบสาบ | เป็นเงาวาบหัวหกเห็นอกขาว |
| หนูกลั่นกล้าคว้าได้รากไทรยาวู | หมายว่าสาวผมผีร้องนี่แน |
| พอพระตื่นฟื้นกายค่อยคลายจิต | บรรดาศิษย์ล้อมข้างไม่ห่างแห |
| ท่านห่มดองครองเคร่งไม่เล็งแล | ขึ้นบกแต่องค์เดียวดูเปลี่ยวใจ |
| สำรวมเรียบเลียบรอบขอบป่าช้า | ภาวนาตามสงฆ์ไม่หลงใหล |
| เห็นศพฝังบังสุกุลส่งบุญไป | เห็นแสงไฟรางรางสว่างเวียน |
| ระงับเงียบเซียบเสียงสำเนียงสงัด | ปฏิพัทธ์พุทธคุณค่อยอุ่นเศียร |
| บรรดาศิษย์คิดกล้าต่างหาเทียน | จำเริญเรียนรุกขมูลพูนศรัทธา |
| อสุภธรรมกรรมฐานประหารเหตุ | หวนสังเวชว่าชีวังจะสังขาร์ |
| อันอินทรีย์วิบัติอนัตตา | ที่ป่าช้านี่แลเหมือนกับเรือนตาย |
| กลับหายกลัวมัวเมาไม่เข้าบ้าน | พระนิพพานเพิ่มพูนเพียงสูญหาย |
| อันรูปเหมือนเรือนโรคให้โศกสบาย | แล้วต่างตายตามกันไปมั่นคง |
| ค่อยคิดเห็นเย็นเยียบไม่เกรียบกริบ | ประสานสิบนิ้วนั่งดังประสงค์ |
| พยายามตามจริตท่านบิตุรงค์ | สำรวมทรงศีลธรรมที่จำเจน |
| ประจงจดบทบาทค่อยยาตรย่าง | ประพฤติอย่างโยคามหาเถร |
| ประทับทุกรุกรอบขอบพระเมรุ | จนพระเณรในอารามตื่นจามไอ |
| ออกจงกรมสมณาสมาโทษ | ร่มนิโรธน้องไม่เสื่อมที่เลื่อมใส |
| แผ่กุศลจนจบทั้งภพไตร | จากพระไทรแสงทองผ่องโพยมฯ |
| | |
| ๏ เลยบางหลวงล่วงทางมากลางแจ้ง | ถึงบ้านกระแชงหุงจันหันฉันผักโหม |
| ยังถือมั่นขันตีนี้ประโลม | ถึงรูปโฉมพาหลงไม่งงงวย |
| พอเสียงฆ้องกองแซ่เขาแห่นาค | ผู้หญิงมากมอญเก่าสาวสาวสวย |
| ร้องลำนำรำฟ้อนอ่อนระทวย | พากันช่วยเขาแห่ได้แลดู |
| ถือขันตีทีนั้นก็ขันแตก | ทั้งศีลแทรกสูดออกกระบอกหู |
| ฉันนี้เคราะห์เพราะนางห่มสีชมพู | พาความรู้แพ้รักประจักษ์จริง |
| แค้นด้วยใจนัยนานิจจาเอ๋ย | กระไรเลยแล่นไปอยู่กับผู้หญิง |
| ท่านบิดาว่ามันติดกว่าปลิดปลิง | ถูกจริงจริงจึงจดเป็นบทกลอนฯ |
| | |
| ๏ ถึงต้องง้าวหลาวแหลนสักแสนเล่ม | ให้ติดเต็มตัวฉุดพอหลุดถอน |
| แต่ต้องตาพาใจอาลัยวรณ์ | สุดจะถอนทิ้งขว้างเสียกลางคัน |
| ทั้งหนูกลั่นนั้นคะนองจะลองทิ้ง | บอกให้หญิงรำรับขยับหัน |
| ถ้าทิ้งถูกลูกละบาทประกาศกัน | เขารับทันเราก็ให้ใบละเฟื้อง |
| นางน้อยน้อยพลอยสนุกลุกขึ้นพร้อม | งามละม่อมมีแต่สาวล้วนขาวเหลือง |
| ใส่จริตกรีดกรายชายชำเลือง | ขยับเยื้องยิ้มแย้มแฉล้มลอย |
| ต่างหมายมุ่งตุ้งติ้งทิ้งหมากดิบ | เขาฉวยฉิบเฉยหน้าไม่ราถอย |
| ไม่มีถูกลูกดิ่งทั้งทิ้งทอย | พวกเพื่อนพลอยทิ้งบ้างห่างเป็นวา |
| ฉันลอบลองสองลูกถูกจำหนับ | ถูกปุ่มปับปากกรีดหวีดผวา |
| ร้องอยู่แล้วแก้วพี่มานี่นา | พวกมอญฮาโห่แห่ออกแซ่ไปฯ |
| | |
| ๏ พอเลยนาคบากข้ามถึงสามโคก | เป็นคำโลกสมมติสุดสงสัย |
| ถามบิดาว่าผู้เฒ่าท่านกล่าวไว้ | ว่าท้าวไทพระอู่ทองเธอกองทรัพย์ |
| หวังจะไว้ให้ประชาเป็นค่าจ้าง | ด้วยจะสร้างบ้านเมืองเครื่องประดับ |
| พอห่ากินสิ้นบุญไปสูญลับ | ทองก็กลับกลายสิ้นเป็นดินแดง |
| จึงที่นี่มีนามชื่อสามโคก | เป็นคำโลกสมมติสุดแถลง |
| ครั้งพระโกศโปรดปรานประทานแปลง | ที่ตำแหน่งมอญมาสามิภักดิ์ |
| ชื่อปทุมธานีที่เสด็จ | เดือนสิบเบ็ดบัวออกทั้งดอกฝัก |
| มารับส่งตรงนี้ที่สำนัก | พระยาพิทักษ์ทวยหาญผ่านพารา |
| ได้รู้เรื่องเมืองปทุมค่อยชุ่มชื่น | ดูภูมิพื้นวัดบ้านขนานหน้า |
| เห็นพวกชายฝ่ายมอญแต่ก่อนมา | ล้วนสักขาเขียนหมึกจารึกพุง |
| ฝ่ายสาวสาวเกล้ามวยสวยสะอาด | แต่ขยาดอยู่ว่านุ่งผ้าถุง |
| ทั้งห่มผ้าตาหรี่เหมือนสีรุ้ง | ทั้งผ้านุ่งนั้นก็อ้อมลงกรอมตีน |
| เมื่อยกเท้าก้าวย่างสว่างแวบ | เหมือนฟ้าแลบแลผาดแทบขาดศีล |
| นี่หากเห็นเป็นเด็กแม้นเจ๊กจีน | เจียนจะปีนซุ่มซ่ามไปตามนาง |
| ชาวบ้านนั้นปั้นอีเลิ้งใส่เพิงพะ | กระโถนกระทะอ่างโอ่งกระโถงกระถาง |
| เขาวานน้องร้องถามไปตามทาง | ว่าบางขวางหรือไม่ขวางพี่นางมอญ |
| เขาเบือนหน้าว่าไม่รู้ดูเถิดเจ้า | จงถามเขาคนข้างหลังที่นั่งสอน |
| ไม่ตอบปากบากหน้านาวาจร | คารมมอญมิใช่เบาเหมือนชาวเมืองฯ |
| | |
| ๏ ถึงบ้านงิ้วงิ้วต้นแต่พ้นหนาม | ไม่งอกงามเหมือนแม่งิ้วที่ผิวเหลือง |
| เมื่อแลพบหลบพักตร์ลักชำเลือง | ดูปลดเปลื้องเปล่งปลั่งกำลังโลม |
| มาลับนวลหวนให้เห็นไม้งิ้ว | เสียดายผิวพักตร์ผ่องจะหมองโฉม |
| เพราะเสียรักหนักหน่วงน่าทรวงโทรม | ใครจะโลมเลียมรสช่วยชดเจือฯ |
| | |
| ๏ ถึงโพแตงคิดถึงแตงที่แจ้งจัก | ดูน่ารักรสชาติประหลาดเหลือ |
| แม้นลอยฟ้ามาเดี๋ยวนี้ที่ในเรือ | จะฉีกเนื้อนั่งกลืนให้ชื่นใจฯ |
| | |
| ๏ ถึงเกาะหาดราชครามรำรามรก | เห็นนกหกหากินบินไสว |
| เขาถากถางกว้างยาวทั้งลาวไทย | ทำนาไร่ร้านผักรั้วฟักแฟง |
| สุดละเมาะเกาะกว้างสว่างโว่ง | แลตะโล่งลิบเนตรทุกเขตแขวง |
| เห็นควันไฟไหม้ป่าจับฟ้าแดง | ฝูงนกแร้งร่อนตัวเท่าถั่วดำ |
| โอ้เช่นนี้มีคู่มาดูด้วย | จะชื่นช่วยชมชิมได้อิ่มหนำ |
| มายามเย็นเห็นแต่ของที่น้องทำ | เหลือจะรำลึกโฉมประโลมลานฯ |
| | |
| | กลับหน้าก่อน / หน้าถัดไป |