| | ๏ โอ้สังเวชวาสนานิจจาเอ๋ย |
| จะมีคู่มิได้อยู่ประคองเชย | ต้องละเลยดวงใจไว้ไกลตา |
| ถึงทุกข์ใครในโลกที่โศกเศร้า | ไม่เหมือนเราภุมรินถวิลหา |
| จะพลัดพรากจากกันไม่ทันลา | ใช้แต่ตาต่างถ้อยสุนทรวอน |
| โอ้จำใจไกลนุชสุดสวาท | จึงนิราศเรื่องรักเป็นอักษร |
| ให้เห็นอกตกยากเมื่อจากจร | ไปดงดอนแดนป่าพนาวัน |
| กับศิษย์น้องสองนายล้วนชายหนุ่ม | น้อยกับพุ่มเพื่อนไร้ในไพรสัณฑ์ |
| กับนายแสงแจ้งทางกลางอารัญ | จะพากันแรมทางไปต่างเมืองฯ |
| | |
| ๏ ถึงยามสองล่องลำนาวาเลื่อน | พอดวงเดือนดั้นเมฆขึ้นเหลืองเหลือง |
| ถึงวัดแจ้งแสงจันทร์จำรัสเรือง | แลชำเลืองเหลียวหลังหลั่งน้ำตา |
| เป็นห่วงหนึ่งถึงชนกที่ปกเกล้า | จะแสนเศร้าครวญคอยละห้อยหา |
| ทั้งจากแดนแสนห่วงดวงกานดา | โอ้อุรารุ่มร้อนอ่อนกำลัง |
| ถึงสามปลื้มพี่นี้ร่ำปล้ำแต่ทุกข์ | สุดจะปลุกใจปลื้มให้ลืมหลัง |
| ขออารักษ์หลักประเทศนิเวศน์วัง | เทพทั้งเมืองฟ้าสุราลัย |
| ขอฝากน้องสองรามารดาด้วย | เอ็นดูช่วยปกครองให้ผ่องใส |
| ตัวข้าบาทจะนิราศออกแรมไพร | ให้พ้นภัยคลาดแคล้วอย่าแพ้วพาน |
| ถึงสำเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ | แพประจำจอดเรียงเคียงขนาน |
| มีซุ้มซอกตรอกนางเจ้าประจาน | ยังสำราญร้องขับไม่หลับลง |
| โอ้ธานีศรีอยุธยาเอ๋ย | นึกจะเชยก็ได้ชมสมประสงค์ |
| จะลำบากยากแค้นไปแดนดง | เอาพุ่มพงเพิงเขาเป็นเหย้าเรือนฯ |
| | |
| ๏ ถึงย่านยาวดาวคะนองคะนึงนิ่ง | ยิ่งดึกยิ่งเสียใจใครจะเหมือน |
| พระพายพานซ่านเสียวทรวงสะเทือน | จนเดือนเคลื่อนคล้อยดงลงไรไร |
| โอ้ดูเดือนเหมือนดวงสุดาแม่ | กระต่ายแลเหมือนฉันคิดพิสมัย |
| เห็นแสงจันทร์อันกระจ่างค่อยสร่างใจ | เดือนครรไลลับตาแล้วอาวรณ์ |
| ถึงอารามนามชื่อวัดดอกไม้ | คิดถึงไปแนบทรวงดวงสมร |
| หอมสุคนธ์ปนกายขจายจร | โอ้ยามนอนห่างนางระคางคาย |
| ถึงบางผึ้งผึ้งรังก็รั้งร้าง | พี่ร้างนางร้างรักสมัครหมาย |
| มาแสนยากฝากชีพกับเพื่อนชาย | แม่เพื่อนตายมิได้มาพยาบาล |
| ถึงปากลัดแลท่าชลาตื้น | ดูเลื่อมลื่นเลนลากลำละหาน |
| เขาแจวจ้วงล่วงแล่นแสนสำราญ | มาพบบ้านบางระเจ้ายิ่งเศร้าใจ |
| อนาถนิ่งอิงเขนยคะนึงหวน | จนจวบจวนแจ่มแจ้งปัจจุสมัย |
| ศศิธรอ่อนอับพยับไพ | ถึงเซิงไทรศาลพระประแดงแรง |
| ขออารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ที่สิงศาล | ลือสะท้านอยู่ว่าเจ้าห้าวกำแหง |
| ข้าจะไปทางไกลถึงเมืองแกลง | เจ้าจงแจ้งใจภัคนีที |
| ฉันพลัดพรากจากจรเพราะร้อนจิต | ใช่จะคิดอายอางขนางหนี |
| ให้นิ่มน้องครองรักไว้สักปี | ท่านสุขีเถิดข้าขอลาไป |
| พอแจ่มแจ้งแสงเงินเงาระยับ | ดาวเดือนดับเด่นดวงพระสุริย์ใส |
| ถึงปากช่องคลองสำโรงสำราญใจ | พอน้ำไหลขึ้นเช้าก็เข้าคลอง |
| เห็นเพื่อนเรือเรียงรายทั้งชายหญิง | ดูก็ยิ่งทรวงช้ำเป็นน้ำหนอง |
| ไม่แม้นเหมือนคู่เชยเคยประคอง | ก็เลยล่องหลีกมาไม่อาลัย |
| กระแสชลวนเชี่ยวเรือเลี้ยวลด | ดูค้อมคดขอบคุ้งคงคาไหล |
| แต่สาชลเจียวยังวนเป็นวงไป | นี่หรือใจที่จะตรงอย่าสงกา |
| ถึงด่านทางกลางคลองข้างฝั่งซ้าย | ตะวันฉายแสงส่องต้องพฤกษา |
| ออกสุดบ้านถึงทวารอรัญวา | เป็นทุ่งคาแฝกแขมขึ้นแกมกัน |
| ลมระริ้วปลิวหญ้าคาระยาบ | ระเนนนาบพลิ้วพลิกกระดิกหัน |
| ดูโล่งลิ่วทิวรุกขะเรียงรัน | เป็นเขตคันขอบป่าพนาลัยฯ |
| | |
| ๏ ถึงทับนางวางเวงฤทัยวับ | เห็นแต่ทับชาวนาอยู่อาศัย |
| นางชาวนาก็ไม่น่าจะชื่นใจ | คราบขี้ไคลคร่ำคร่าดังทาคราม |
| อันนางในนคราถึงทาสี | ดีกว่านางทั้งนี้สักสองสาม |
| โอ้พลัดพรากจากบุรินแล้วสิ้นงาม | ยิ่งคิดความขวัญหายเสียดายกรุง |
| ถึงบางพลีมีเรือนอารามพระ | ดูระกะดาษทางไปกลางทุ่ง |
| เป็นเลนลุ่มลึกเหลวเพียงเอวพุง | ต้องลากจุงจ้างควายอยู่รายเรียง |
| ดูเรือแพแออัดอยู่ยัดเยียด | เข้าเบียดเสียดแทรกกันสนั่นเสียง |
| แจวตะกูดเกะกะปะกระเชียง | บ้างทุ่มเถียงโดนดุนกันวุ่นวาย |
| โอ้เรือเราคราวเข้าไปติดแห้ง | เห็นนายแสงผู้เป็นใหญ่ก็ใจหาย |
| นั่งพยุงตุ้งก่านัยน์ตาลาย | เห็นวุ่นวายสับสนก็ลนลาน |
| น้อยกับพุ่มหนุ่มตะกอถ่อกระหนาบ | เสียงสวบสาบแทรกไปด้วยใจหาญ |
| นายแสงร้องรั้งไว้ไม่ได้การ | เอาถ่อกรานโดยกลัวจนตัวโกง |
| สงสารแสงแข็งข้อไม่ท้อถอย | พุ่มกับน้อยแทรกกลางเสียงผางโผง |
| ถ้วยชามกลิ้งฉิ่งฉ่างเสียงกร่างโกรง | นาวาโคลงโคลนเลอะตลอดแคมฯ |
| | |
| ๏ จนตกลึกล่วงทางถึงบางโฉลง | เป็นทุ่งโล่งลานตาล้วนป่าแขม |
| เหงือกปลาหมอกอกกกับกุ่มแกม | คงคาแจ่มเค็มจัดดังกัดเกลือ |
| ถึงหัวป่าเห็นป่าพฤกษาโกร๋น | ดูเกรียนโกรนกรองกรอยเป็นฝอยเฝือ |
| ที่กิ่งก้านกรานกีดประทุนเรือ | ลำบากเหลือที่จะร่ำในลำคลอง |
| ถึงหย่อมย่านบ้านไร่อาลัยเหลียว | สันโดษเดียวมิได้พบเพื่อนสนอง |
| เขารีบแจวมาในนทีทอง | อันบ้านช่องมิได้แจ้งแห่งตำบล |
| ถึงคลองขวางบางกระเทียมสะท้านอก | โอ้มาตกอ้างว้างอยู่กลางหน |
| เห็นแต่หมอนอ่อนแอบอุระตน | เพราะความจนเจียวจึงจำระกำใจ |
| จะเหลียวซ้ายแลขวาก็ป่าแสม | ตะลึงแลปูเปี้ยวเที่ยวไสว |
| ระหริ่งเรื่อยเฉื่อยเสียงเรไรไพร | ฤทัยไหวแว่วว่าพะงางาม |
| ถึงชะแวกแยกคลองสองชะวาก | ข้างฝั่งฟากหัวตะเข้มีมะขาม |
| เข้าสร้างศาลเทพาพยายาม | กระดานสามแผ่นพิงไว้บูชา |
| ตะลึงแลแต่ล้วนลูกจระเข้ | โดยคะเนมากมายทั้งซ้ายขวา |
| สักสองร้อยลอยไล่กินลูกปลา | เห็นแต่ตากับจมูกเหมือนตุ๊กแก |
| โอ้คลองขวางทางแดนแสนโสทก | ดูบนบกก็แต่ล้วนลิงแสม |
| เลียบตลิ่งวิ่งตามชาวเรือแพ | ทำลอบแลหลอนหลอกตะคอกคน |
| คำโบราณท่านผูกถูกทุกสิ่ง | เขาว่าลิงจองหองมันพองขน |
| ทำหลุกหลิกเหลือกลานพาลลุกลน | เขาด่าคนจึงว่าลิงโลนลำพองฯ |
| | |
| ๏ ถึงชะวากปากคลองเป็นสองแพร่ง | น้ำก็แห้งสุริยนก็หม่นหมอง |
| ข้างซ้ายมือนั้นแลคือปากตะครอง | ข้างขวาคลองบางเหี้ยทะเลวน |
| ประทับทอดนาวาอยู่ท่าน้ำ | ดูเรียงลำเรือรายริมไพรสณฑ์ |
| เขาหุงหาอาหารให้ตามจน | โอ้ยามยลโภชนาน้ำตาคลอ |
| จะกลืนข้าวคราวโศกในทรวงเสียว | เหมือนขืนเคี้ยวกรวดแกลบให้แสบศอ |
| ต้องเจือน้ำกล้ำกลืนพอกลั้วคอ | กินแต่พอดับลมด้วยตรมใจ |
| พอฟ้าคล้ำค่ำพลบลงหรบรู่ | ยุงออกฉู่ชิงพลบตบไม่ไหว |
| ได้รับรองป้องกันเพียงควันไฟ | แต่หายใจมิใคร่ออกด้วยอบอาย |
| โอ้ยามยากจากเมืองแล้วลืมมุ้ง | มากรำยุงเวทนาประดาหาย |
| จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย | แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา |
| พอน้ำตึงถึงเรือก็รีบล่อง | เข้าในคลองคึกคักกันนักหนา |
| ด้วยมืดมัวกลัวตอต้องรอรา | นาวามาเรียงตามกันหลามทาง |
| ถึงบางบ่อพอจันทร์กระจ่างแจ้ง | ทุกประเทศเขตแขวงนั้นกว้างขวาง |
| ดูดาวดาษกลาดฟ้านภาภางค์ | วิเวกทางท้องทุ่งสะท้านใจ |
| ดูริ้วริ้วลมปลิวที่ปลายแฝก | ทุกละแวกหวาดหวั่นอยู่ไหวไหว |
| รำลึกถึงขนิษฐายิ่งอาลัย | เช่นนี้ได้เจ้ามาด้วยจะดิ้นโดย |
| เห็นทิวทุ่งวุ้งเวิ้งให้หวั่นหวาด | กัมปนาทเสียงนกวิหคโหย |
| ไหนจะต้องละอองน้ำค้างโปรย | เมื่อลมโชยชื่นนวลจะชวนเชย |
| โอ้นึกนึกแล้วก็น่าน้ำตาตก | ด้วยแนบอกมิได้แนบแอบเขนย |
| ได้หมอนข้างต่างน้องประคองเกย | เมื่อไรเลยจะได้คืนมาชื่นใจฯ |
| | |
| | โปรดอ่านต่อหน้าถัดไป |