ผลงานนิราศของ สุนทรภู่ 


รวมนิราศสุนทรภู่
นิราศเมืองแกลง
นิราศพระบาท
นิราศภูเขาทอง
นิราศวัดเจ้าฟ้า
นิราศอิเหนา
นิราศสุพรรณ
นิราศพระประธม
นิราศเมืองเพชร
รำพันพิลาป



นิราศพระประธม หน้าที่ 1/6 คัดลอกมาจาก http://www.geocities.com/tthida/

นิราศพระประธมนี้ สันนิษฐานว่าท่านสุนทรภู่แต่งเมื่อลาสิกขาแล้ว ท่านน่าจะเดินทางเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ ช่วงหน้าหนาว อันเป็นฤดูน้ำขึ้น ชาวบ้านสามารถพายเรือไปถึงบริเวณพระเจดีย์ได้ ด้วยองค์พระเจดีย์นั้นอยู่บนที่ดอน หากไปในหน้าแล้ง ก็จะต้องเดินเท้ากันเข้าไปไกลๆ พระประธมเจดีย์ หรือพระปฐมเจดีย์ในสมัยนั้น มิใช่องค์ที่เห็น ณ ปัจจุบันนี้ แต่เป็นเจดีย์รูปโอคว่ำ เหมือนสัญจิเจดีย์ในอินเดีย มีการบูรณะกันมาหลายครั้ง มาบูรณะเป็นองค์พระเจดีย์เช่นปัจจุบันในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในนิราศเรื่องนี้ ท่านสุนทรภู่ยังได้เล่าถึงตำนานของพระยากง พระยาพาน ตามที่ได้ฟังจากชาวบ้านมาไว้ด้วย

นิราศเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราได้ทราบถึงประวัติหลายๆ ส่วนในชีวิตของท่านสุนทรภู่ ท่านได้กล่าวถึงสตรีหลายนาง ที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิต ด้วยลีลากลอนอันเศร้าซึ้งรันทดยิ่งนัก บุคลิก ลักษณะ กระทั่งชื่อของสตรีเหล่านั้น เราจะสังเกตได้ว่า เธอได้มาปรากฏอยู่ในงาน "พระอภัยมณี" ของสุนทรภู่หลายท่านทีเดียว

สิ่งที่น่าสังเกต ในงานนิราศของท่านทุกเรื่องที่แต่งขึ้นภายหลังการเสด็จสวรรคตของ "พระผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร" คือ องค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ท่านสุนทรภู่จักต้องรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นของพระองค์ และถวายพระราชกุศลทุกครั้ง

 ๏ ถวิลวันจันทร์ทิวาขึ้นห้าค่ำ
ลงนาวาคลาเคลื่อนออกเลื่อนลำพอเสียงย่ำยามสองกลองประโคม
น้ำค้างย้อยพรอยพรมเป็นลมว่าวอนาถหนาวนึกเคยได้เชยโฉม
มาลับเหมือนเดือนดับพยับโพยมยิ่งทุกข์โทมนัสในใจรัญจวน
โอ้หน้าหนาวคราวนี้เป็นที่สุดไม่มีนุชแนบชมเมื่อลมหวน
พี่เห็นนางห่างเหยังเรรวนมิได้ชวนเจ้าไปชมประธมประโทนฯ
  
๏ ที่ปลูกรักจักได้ชื่นทุกคืนค่ำก็เตี้ยต่ำตายฝอยกรองกร๋อยโกร๋น
ที่ชื่นเชยเคยรักเหมือนหลักประโคนก็หักโค่นขาดสูญประยูรวงศ์
ยังเหลือแต่แม่ศรีสาครอยู่ไปสิงสู่เสน่หานางสาหงส์
จะเชิญเจ้าเท่าไรก็ไม่ลงให้คนทรงเสียใจมิได้เชยฯ
  
๏ วัดระฆังตั้งแต่เสร็จสำเร็จศพไม่พานพบภคินีเจ้าพี่เอ๋ย
โอ้แลเหลียวเปลี่ยวใจกระไรเลยมาชวดเชยโฉมหอมถนอมนวล
จนนาวาคลาคล่องเข้าคลองกว้างตำบลบางกอกน้อยละห้อยหวน
ตลาดแพแลตลอดเขาทอดพวนแลแต่ล้วนเรือตลาดไม่ขาดคราว
ทุกเรือนแพแลลับระงับเงียบยิ่งเย็นเยียบยามดึกให้นึกหนาว
ในอากาศกลาดเกลื่อนด้วยเดือนดาวเป็นลมว่าวเฉื่อยฉิวหวิวหวัวใจ
โอ้บางกอกกอกเลือดให้เหือดโรคแต่ความโศกนี้จะกอกออกที่ไหน
แม้นได้แก้วแววตามายาใจแล้วก็ไม่พักกอกดอกจริงจริงฯ
  
๏ ดูวังหลังยังไม่ลืมที่ปลื้มจิตเคยมีมิตรมากมายทั้งชายหญิง
มายามดึกนึกถึงที่พึ่งพิงอนาถนิ่งน้อยหน้าน้ำตานอง
บางหว้าน้อยน้อยจิตด้วยพิสมัยน้อยหรือใจจืดจางให้หมางหมอง
หมายว่ารักจักได้พึ่งเหมือนหนึ่งน้องเห็นเจ้าของขายหน้าทั้งตาปี
ถึงวัดทองหมองเศร้าให้เหงาเงียบเย็นยะเยียบหย่อมหญ้าป่าช้าผี
สงสารฉิมนิ่มน้องสองนารีมาปลงที่เมรุทองทั้งสองคน
ขอบุญญาอานิสงส์จำนงสนองช่วยส่งสองศรีสวัสดิ์ไปปัฏิสนธิ์
ศิวาลัยไตรภพจบสกลประจวบจนได้พบประสบกัน
ทั้งแก้วเนตรเกสรามณฑาทิพย์จงลอยลิบลุล่วงถึงสรวงสวรรค์
จะเกิดไหนได้อยู่คู่ชีวันอย่ามีอันตรายเป็นเหมือนเช่นนี้ฯ
  
๏ วัดประขาวขาวเหลือเชื่อไม่ได้ด้วยดวงใจเจ้ามันคล้ำดำมิดหมี
แม่หม้ายสาวขาวโศกโฉลกมีเหมือนแม่ศรีสาครฉะอ้อนเอว
โอ้เคราะห์กรรมจำคลาดนิราศร้างเพราะขัดขวางความในเหมือนไขว่เฉลว
ทั้งเกลียดลิ้นนินทาพาลาเลวเหมือนควันเปลวปลิวต้องให้หมองมอม
เสียดายแต่แม่ศรีเจ้าพี่เอ๋ยจะชวดเชยชวดชิดสนิทสนอม
เหมือนดอกไม้ไกลแดนเพราะแตนตอมใครแปลงปลอมปลิดสอยมันต่อยตายฯ
  
๏ บางบำหรุเหมือนบำรุบำรุงรักจะพึ่งพักพิศวาสเหมือนมาดหมาย
ไม่เหมือนนึกตรึกตรองเพราะสองรายเห็นฝักฝ่ายเฟือนลงด้วยทรงโลม
พอสิ้นแพแลล้วนสวนสงัดพยุพัดฮือฮือกระพือโหม
ยิ่งดึกดาววาววามดังตามโคมน้ำค้างโซมแสนหนาวให้เปล่าใจ
บางขุนนนท์ต้นลำภูดูหิ่งห้อยเหมือนเพชรพร้อยพรอยพร่างสว่างไสว
จังหรีดร้องซ้องเสียงเรียงเรไรจะแลไหนเงียบเหงาทุกเหย้าเรือน
บางระมาดมาดหมายสายสวาทว่าสมมาดเหมือนใจแล้วไม่เหมือน
แสนสวาทมาดหมายมาหลายเดือนมีแต่เคลื่อนแคล้วคลาดประหลาดใจ
วัดไก่เตี้ยไม่เห็นไก่เห็นไทรต่ำกอระกำแกมสละขึ้นไสว
หอมระกำก็ยิ่งช้ำระกำใจระกำไม่เหมือนระกำที่ช้ำทรวง
ถึงสวนหลวงหวงห้ามเหมือนความรักเหลือที่จักจับต้องเป็นของหลวง
แต่รวยรินกลิ่นผกาบุปผาพวงระรื่นร่วงเรณูฟูขจร
โอ้ไม้ต้นคนเฝ้าแต่เสาวรสยังปรากฏกลิ่นกล่อมหอมเกสร
แต่โกสุมภุมรินมาบินวอนไม่ดับร้อนร่วงกลิ่นให้ดิ้นโดย
ดึกกำดัดสัตว์อื่นไม่ตื่นหมดแต่นกกดร้องเร้ากระเหว่าโหวย
ระรวยรินกลิ่นโศกมาโบกโบยโอ้โศกโรงเหมือนพี่ร้างมาทางจรฯ
  
๏ ถึงบางขวางปางก่อนว่ามอญขวางเดี๋ยวนี้นางไทยลาวแก่สาวสอน
ทำยกย่างขวางแขวนแสนแสงอนถึงนางมอญก็ไม่ขวางเหมือนนางไทย
วัดพิกุลฉุนกลิ่นระรินรื่นโอ้หอมชื่นเช่นกับรสแป้งสดใส
เหมือนพิกุลอุ่นทรวงพวงมาลัยที่เคยใส่หัตถ์หอมถนอมนวล
โอ้ยามนี้มิได้เชยเหมือนเคยชื่นมาหอมรื่นแต่ดอกไม้ที่ในสวน
พระพายโชยโรยรินกลิ่นลำดวนเหมือนจะชวนชื่นใจเมื่อไกลเชย
บางสนามนึกขามแต่หนามเสี้ยนหนามทุเรียนรักฉีกอีกเจ้าเอ๋ย
ที่กีดขวางทางความแต่หนามเตยไม่น่าเชยน่าชังล้วนรังแตน
ถึงสวนแดนแสนเสียดายสายสวาทมาสิ้นชาติชนมโลกให้โศกแสน
ไปสวรรค์ชั้นบนคนละแดนไม่ร่วมแผ่นภพโลกยิ่งโศกใจฯ
  
๏ ถึงวัดเกดเจตนาแต่การะเกดไม่สมเจตนาน่าน้ำตาไหล
เคยสบเนตรเกษน้อยกลอยฤทัยมาจำไกลกลืนกลั้นที่รัญจวน
น้ำค้างพรมลมชายระบายโบกหอมดอกโศกเศร้าสร้อยละห้อยหวน
เหมือนโศกร้างห่างเหเสน่ห์นวลมาถึงสวนโศกช้ำระกำทรวง
เห็นรักน้ำคร่ำคร่าไม่น่ารักจะเด็ดหักเสียก็ได้เขาไม่หวง
แต่ละต้นผลลูกดังผูกพวงก็โรยร่วงเปล่าหมดไม่งดงาม
เหมือนรักคนคนรักทำยักยอกจะเก็บดอกเด็ดผลคนก็ขาม
แม้นยางลูกถูกหัตถ์ก็กัดลามเหมือนรำรามรักรายริมชายพงฯ
  
๏ วัดชะลอใครหนอชะลอฉลาดเอาอาวาสมาไว้ให้อาศัยสงฆ์
ช่วยชะลอวรลักษณ์ที่รักทรงให้มาลงเรือร่วมนวมที่นอน
ถนอมแนบแอบอุ้มประทุมน้อยแขนจะคอยเคียงวางไว้ต่างหมอน
เมื่อปลื้มใจไสยาอนาทรจะกล่าวกลอนกล่อมขนิษฐ์ให้นิทราฯ
  
๏ เห็นคลองขวางบางกรวยระทวยจิตไม่ลืมคิดนิ่มน้อยละห้อยหา
เคยร่วมสุขทุกข์ร้อนแต่ก่อนมาโอ้สิ้นอายุเจ้าได้เก้าปี
แต่ก่อนกรรมทำสัตว์ให้พลัดพรากจึงจำจากนิ่มน้องให้หมองศรี
เคยไปมาหาน้องในคลองนี้เห็นแต่ที่ท้องคลองนองน้ำตา
สงสารบุตรสุดเศร้าทุกเช้าค่ำด้วยเป็นกำพร้าแม่ชะแง้หา
เขม้นมองคลองบ้านดูมารดาเช็ดน้ำตาโซมซาบลงกราบกราน
ยิ่งตรอมตรึกดึกดื่นสะอื้นอั้นจนไก่ขันเอื้อนเอกวิเวกหวาน
เหมือนนิ่มน้องร้องเรียกสำเหนียกนานเจียนจะขานหลงแลชะแง้คอยฯ
  
๏ บางสีทองคลองบ้านน้ำตาลสดอร่อยรสซาบซ่านหวานคอหอย
เหมือนปากพี่สีทองของน้องน้อยเป็นคู่บอกดอกสร้อยสักรวา
ทุกวันนี้พี่ก็เฒ่าเราก็หง่อมเธอเป็นจอมเราเป็นจนต้องบ่นหา
โอ้จอมพี่สีทองของน้องยาเมื่อไรจะพาพิมน้อยมากลอยใจฯ
  
๏ บางอ้อช้างโอ้ช้างที่ร้างโขลงมาอยู่โรงรักป่าน้ำตาไหล
พี่คลาดแคล้วแก้วตาให้อาลัยเหมือนอกไอยราร้างฝูงนางพังฯ
  
 โปรดอ่านต่อหน้าถัดไป