| | ๏ สุนทรทำคำประดิษฐ์นิมิตฝัน |
| พึ่งพบเห็นเป็นวิบัติมหัศจรรย์ | จึ่งจดวันเวลาด้วยอาวรณ์ |
| แต่งไว้เหมือนเตือนใจจะได้คิด | ในนิมิตเมื่อภวังค์วิสังหรณ์ |
| เดือนแปดวันจันทวาเวลานอน | เจริญพรภาวนาตามบาลี |
| ระลึกคุณบุญบวชตรวจกสิณ | ให้สุขสิ้นดินฟ้าทุกราศี |
| เงียบสงัดวัดวาในราตรี | เสียงเป็ดผีหวี่หวีดจังหรีดเรียง |
| หริ่งหริ่งเรื่อยเฉื่อยชื่นสะอื้นอก | สำเนียงนกแสกแถกแสกแสกเสียง |
| เสียงแมงมุมอุ้มไข่มาใต้เตียง | ตีอกเพียงผึงผึงตะลึงฟัง |
| ฝ่ายฝูงหนูมูสิกกิกกิกร้อง | เสียวสยองยามยินถวิลหวัง |
| อนึ่งผึ้งซึ่งมาทำประจำรัง | ริมบานบังบินร้องสยองเย็น |
| ยิ่งเยือกทรวงง่วงเหงาซบเซาโศก | ยามวิโยคยากแค้นสุดแสนเข็ญ |
| ไม่เทียมเพื่อนเหมือนจะพาเลือดตากระเด็น | เที่ยวซ่อนเร้นไร้ญาติหวาดวิญญาณ์ฯ |
| | |
| ๏ แต่ปีวอกออกขาดราชกิจ | บรรพชิตพิศวาสพระศาสนา |
| เหมือนลอยล่องท้องชะเลอยู่เอกา | เห็นแต่ฟ้าฟ้าก็เปลี่ยวสุดเหลียวแล |
| ดูฟากฝั่งหวังจะหยุดก็สุดเนตร | แสนเทวษเวียนว่ายสายกระแส |
| เหมือนทรวงเปลี่ยวเที่ยวแสวงทุกแขวงแคว | ได้เห็นแต่ศิษย์หาพยาบาล |
| ทางบกเรือเหนือใต้เที่ยวไปทั่ว | จังหวัดหัวเมืองสิ้นทุกถิ่นฐาน |
| เมืองพริบพรีที่เขาทำรองน้ำตาล | รับประทานหวานเย็นก็เป็นลม |
| ไปราชพรีมีแต่พาลจังทานพระ | เหมือนไปปะบระเพ็ดเหลือเข็ดขม |
| ไปขึ้นเขาเล่าก็ตกอกระบม | ทุกข์ระทมแทบจะตายเสียหลายคราวฯ |
| | |
| ๏ ครั้งไปด่านกาญจน์บุรีที่กะเหรี่ยง | ฟังแต่เสียงเสือสีห์ชะนีหนาว |
| นอนน้ำค้างพร่างพนมพรอยพรมพราว | เพราะเชื่อลาวลวงว่าแร่แปรเป็นทอง |
| ทั้งฝ่ายลูกถูกปอบมันลอบใช้ | หาแก้ได้ให้ไปเข้ากินเจ้าของ |
| เข้าวัสสามาอยู่ที่สองพี่น้อง | ยามขัดข้องขาดมุ้งริ้นยุงชุม |
| ทุกเช้าค่ำลำบากแสนยากยิ่ง | เหลือทนจริงเจ็บแสบใส่แกลบสุม |
| เสียงฉู่ฉู่หวู่ว่อนเวียนร่อนรุม | เป็นกลุ่มกลุ่มกลุ้มกัดนั่งปัดยุง |
| โอ้ยามยากอยากใคร่ได้เหล็กไหลเล่น | ทำทองเป็นปั้นเตาเผาถลุง |
| ลองตำราอาจารย์ทองบ้านจุง | จดเกลือหุงหายสูญสิ้นทุนรอนฯ |
| | |
| ๏ คราวไปคิดปริศนาตามตาเถร | เขากาเพนพบมหิงส์ริมสิงขร |
| มันตามติดขวิดคร่อมอ้อมอุทร | หากมีขอนขวางควายไม่วายชนม์ |
| เดชะบุญคุณพระอนิสงส์ | ช่วยดำรงรอดตายมาหลายหน |
| เหตุด้วยเคราะห์เพราะว่าไว้วางใจคน | จึ่งจำจนใจเปล่าเปลืองข้าวเกลือฯ |
| | |
| ๏ โอ้ยามอยู่สุพรรณกินมันเผือก | เคี้ยวแต่เปลือกไม้หมากเปรี้ยวปากเหลือ |
| จนแรงโรยโหยหิวผอมผิวเนื้อ | พริกกับเกลือกลักใหญ่ยังไม่พอ |
| ทั้งผ้าพาดบาตรเหล็กของเล็กน้อย | ขโมยถอยไปทั้งเรือไม่เหลือหลอ |
| เหลือแต่ผ้าอาศัยเสียใจคอ | ชาวบ้านทอถวายแทนแสนศรัทธาฯ |
| | |
| ๏ คิดถึงคราวเจ้านิพพานสงสารโศก | ไปพิศีโลกลายแทงแสวงหา |
| ลงหนองน้ำปล้ำตะเข้หากเทวดา | ช่วยรักษาจึ่งได้รอดไม่วอดวาย |
| วันไปอยู่ภูผาเขาม้าวิ่ง | เหนื่อยนอนพิงเพิงไศลหลับใจหาย |
| ครั้นดึกดูงูเหลือมเลื่อยเลื่อมลาย | ล้อมรอบกายเกี้ยวตัวกันผัวเมีย |
| หนีไม่พ้นจนใจได้สติ | สมาธิถอดชีวิตอุทิศเสีย |
| เสียงฟู่ฟู่ขู่ฟ้อเคล้าคลอเคลีย | แลบลิ้นเลียแล้วเลื้อยแลเฟือยยาว |
| ดูใหญ่เท่าเสากระโดงผีโป่งสิง | เป็นรูปหญิงยืนหลอกผมหงอกขาว |
| คิดจะตีหนีไปกลัวไม้เท้า | โอ้เคราะห์คราวขึ้นไปเหนือเหมือนเหลือตายฯ |
| | |
| ๏ เมื่อขาล่องต้องตอเรือหล่อล่ม | เจียนจะจมน้ำม้วยระหวยระหาย |
| ปะหาดตื้นขึ้นรอดไม่วอดวาย | แต่ปะตายหลายหนหากทนทาน |
| แล้วมิหนำซ้ำบุตรสุดที่รัก | ขโมยลักหลายหนผจญผลาญ |
| ต้องต่ำต้อยย่อยยับอัประมาณ | มาอยู่วิหารวัดเลียบยิ่งเยียบเย็น |
| โอ้ยามจนล้นเหลือสิ้นเสื่อหมอน | สู้ซุ่มซ่อนเสียมิให้ใครใครเห็น |
| ราหูทับยับเยินเผอิญเป็น | เปรียบเหมือนเช่นพราหมณ์ชีมณีจันท์ฯ |
| | |
| ๏ จะสึกหาลาพระอธิษฐาน | โดยกันดารเดือดร้อนสุดผ่อนผัน |
| พอพวกพระอภัยมณีศรีสุวรรณ | เธอช่วยกันแก้ร้อนค่อยหย่อนเย็น |
| อยู่มาพระสิงหะไตรภพโลก | เห็นเศร้าโศกแสนแค้นสุดแสนเข็ญ |
| ทุกค่ำคืนฝืนหน้าน้ำตากระเด็น | พระโปรดเป็นที่พึ่งเหมือนหนึ่งนึก |
| ดังไข้หนักรักษาวางยาทิพย์ | ฉันทองหยิบฝอยทองไม่ต้องสึก |
| ค่อยฝ่าฝืนชื่นฉ่ำดั่งอำมฤก | แต่ตกลึกเหลือที่จะได้สบายฯ |
| | |
| ๏ ค่อยเบาบางสร่างโศกเหมือนโรคฟื้น | จะเดินยืนยังไม่ได้ยังไม่หาย |
| ได้ห่มสีมีหมอนเสื่ออ่อนลาย | ค่อยคลายอายอุตส่าห์ครองฉลองคุณ |
| เหมือนพบปะพระสิทธาที่ปรารภ | ชุบบุตรลพเลี้ยงเหลือช่วยเกื้อหนุน |
| สนอมพักตร์รักษาด้วยการุญ | ทรงสร้างบุญคุณศีลเพิ่มภิญโญ |
| ถึงยากไร้ได้พึ่งหมือนหนึ่งแก้ว | พาผ่องแผ้วผิวพักตร์ขึ้นอักโข |
| พระฤๅษีที่ท่านช่วยชุบเสือโค | ให้เรืองฤทธิ์อิศโรเดโชชัย |
| แล้วไม่เลี้ยงเพียงแต่ชุบช่วยอุปถัมภ์ | พระคุณล้ำโลกาจะหาไหน |
| ช่วยชี้ทางกลางป่าให้คลาไคล | หลวิชัยคาวีจำลีลา |
| แต่ละองค์ทรงพรตพระยศยิ่ง | เป็นยอดมิ่งเมืองมนุษย์นี้สุดหา |
| จงไพบูลย์พูนสวัสดิ์วัฒนา | พระชันษาสืบยืนอยู่หมื่นปีฯ |
| | |
| ๏ เป็นคราวเคราะห์ก็ต้องพรากจากวิหาร | กลัวพวกพาลผู้ร้ายจำย้ายหนี |
| อยู่วัดเทพธิดาด้วยบารมี | ได้ผ้าปีปัจจัยไทยทาน |
| ถึงยามเคราะห์ก็เผอิญให้เหินห่าง | ไม่เหมือนอย่างอยู่ที่พระวิหาร |
| โอ้ใจหายกลายกลับอัประมาณ | โดยกันดารเดือดร้อนไม่หย่อนเย็น |
| ได้พึ่งพระปะแพรพอแก้หน้า | สองวัสสาสิ้นงามถึงยามเข็ญ |
| คิดขัดขวางอย่างจะพาเลือดตากระเด็น | บันดาลเป็นปลวกปล่องขึ้นห้องนอน |
| กัดเสื่อสาดขาดปรุทะลุสมุด | เสียดายสุดแสนรักเรื่องอักษร |
| เสียแพรผ้าอาศัยไตรจีวร | ดูพรุนพรอนพลอยพาน้ำตาคลอ |
| ถึงคราวคลายปลายอ้อยบุญน้อยแล้ว | ไม่ผ่องแผ้วพักตราวาสนาหนอ |
| นับปีเดือนเหมือนจะหักทั้งหลักตอ | แต่รั้งรอร้อนรนกระวนกระวายฯ |
| | |
| ๏ ถึงเดือนยี่มีเทศน์สมเพชพักตร์ | เหมือนลงรักรู้ว่าบุญสิ้นสูญหาย |
| สู้ซ่อนหน้าฝ่าฝืนสะอื้นอาย | จนถึงปลายปีฉลูมีธุระ |
| ไปทางเรือเหลือสลดด้วยปลดเปลื้อง | ระคางเคืองข้องขัดสลัดสละ |
| ลืมวันเดือนเขียนเฉยแกล้งเลยละ | เห็นแต่พระอภัยพระทัยดี |
| ช่วยแจวเรือเกื้อหนุนทำบุญด้วย | เหมือนโปรดช่วยชูหน้าเป็นราศี |
| กลับมาถึงผึ้งมาจับอยู่กับกระฎี | ทำรังที่ทิศประจิมริมประตู |
| ต้องขัดเคืองเรื่องราวด้วยคราวเคราะห์ | จวบจำเพาะสุริยาถึงราหู |
| ทั้งบ้านทั้งวังวัดเป็นศัตรู | แม้นขืนอยู่ยากเย็นจะเห็นใคร |
| เครื่องกระฎีที่ยังเหลือแต่เสื่อขาด | เข้าไสยาสน์ยุงกัดปัดไม่ไหว |
| เคยสว่างกลางคืนขาดฟืนไฟ | จะโทษใครเคราะห์กรรมจึ่งจำจนฯ |
| | |
| | โปรดอ่านต่อหน้าถัดไป |